กอล์ฟออนไลน์ (Golf Online) รู้จักกับกอล์ฟ กีฬาที่เล่นเดิมพันง่าย

กอล์ฟออนไลน์ (Golf Online)

กอล์ฟ เป็นกีฬาที่ใช้ไม้ตีแบบต่างๆ ตีลูกให้ลงหลุมด้วยจำนวนการตีให้น้อยที่สุด กอล์ฟเป็นกีฬาที่ไม่มีอาณาเขตที่ตายตัว รวมถึงเวลาการเล่นที่ไม่ตายตัวเช่นกัน มีอุปกรณ์การเล่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว กอล์ฟเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ ที่ผู้เล่นต้องใช้ความคิดในการวางแผนการเล่นและแก้ปัญหาเมื่อเล่นพลาด เป็นกีฬาที่ไม่กำจัดอายุเพราะไม่ใช้กำลังในการเล่น

ประวัติของกีฬากอล์ฟ

กอล์ฟ เป็นกีฬาที่เล่นกันมาอย่างยาวนานมากกว่า 500 ปีที่เกาะอังกฤษ ต้นกำเนิดของกีฬากอล์ฟนั้นยังไม่มีหลักฐานเป็นที่แน่ชัดว่าประเทศอะไรเป็นผู้เล่นกีฬากอล์ฟเป็นที่แรก  ระหว่างเนเธอร์แลนด์ สกอตแลนด์ และจีน

ประมาณ พ.ศ. 1840 ที่เมือง Loenen aan de Vech ของเนเธอร์แลนด์จะมีการละเล่นที่จะใช้ไม้ตีลูกบอลหนัง ให้เข้าใกล้เป้าหมายโดยใช้การตีให้น้อยครั้งที่สุด

ที่สกอตแลนด์ มีหลักฐานที่บอกได้ว่ามีการเล่นกีฬาในอดีตอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือในสมัยนั้นได้มีกฏหมายออกมาห้ามเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่เรียกว่า gowf ซึ่งออกเสียงคล้าย กอล์ฟ ในปัจจุบัน อย่างที่สอง คือในสมัยก่อนมีการสร้างสนามที่ชื่อว่า Musselburgh เป็นที่ที่สมเด็จพระราชินีแมรี่แห่งสกอตแลนด์ ทรงเล่นกีฬาชนิดหนึ่งที่มีลักษณะการเล่นคล้ายกีฬากอล์ฟ

ที่จีนในสมัยราชวงศ์ซ่ง มีการละเล่นแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า “ฉุยหวาน” โดยจะเล่นกันโดยพระมหาจักรพรรดิ และขุนนางชั้นสูง การเล่นคือใช้ไม้ที่ทำจาก ทองคำ หรือ หยก ตีลูกให้ลงหลุมตามจำนวนที่กำหนด

จากหลักฐานของทั้ง 3 ที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดคือ สกอตแลนด์ เพราะมีสนามที่มี 18 หลุม ซึ่งเหมือนกับการเล่นกอล์ฟในปัจจุบัน อีกทั้งที่สกอตแลนด์ยังมีองค์กรที่บัญญัติและกำกับกติกากอล์ฟ ที่เรียกว่า “The Royal and Ancient Golf Club of St Andrews”

ประวัติกีฬากอล์ฟในประเทศไทย

ต้นกำเนิดกอล์ฟในประเทศไทย เกิดขึ้นโดยลูกหลานเชื้อพระวงศ์ที่เรียนจบจากประเทศอังกฤษ ได้ตั้งสมาคมกอล์ฟขึ้นเมื่อกลับมาประเทศไทย ในสมัยนั้นสถานที่เล่นกอล์ฟครั้งแรกคือ สนามหลวง ที่เล่นกันโดยชาวต่างชาติและชนชั้นสูงของไทย

    สนามกอล์ฟที่แรกและถือว่าเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยมีชื่อว่า “สนามยิมคานา” ที่จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาได้มีการสร้างสนามกอล์ฟที่จังหวัดอื่น  ไม่ว่าจะเป็น กรุงเทพ, หัวหิน โดยสนามกอล์ฟที่หัวหินถือเป็นสนามแห่งแรกในประเทศไทยที่มีครบ 18 หลุม

   อย่างไรก็ดี กีฬากอล์ฟยังถูกมองว่าเป็นกีฬาของชนชั้นสูงอยู่ในสมัยนั้น หรือเป็นกีฬาที่คนที่ต้องการจะทำธุรกิจร่วมกันใช้ผูกมิตรกัน

  ช่วงเวลาต่อมาช่องว่างของกีฬากอล์ฟ ลดลง แต่ก็ยังถูกมองเป็นกีฬาของคนรวยอยู่ดี  ด้วยราคาของอุปกรณ์กอล์ฟหรือสนามที่จะใช้เล่นก็ยังมีราคาที่สูง 

  อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน กอล์ฟไม่ได้ถูกมองว่าเป็นกีฬาของคนรวยแล้ว เราะไม้กอล์ฟและอุปกรณ์การเล่นมีราคาที่จับต้องได้ รวมไปถึงการใช้บริการสนามกอล์ฟที่มีราคาถูกลงกว่าแต่ก่อนมาก เพราะมีสนามกอล์ฟเปิดให้บริการกันมากขึ้น ทำให้ในปัจจุบันกีฬากอล์ฟเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

อุปกรณ์ในการเล่นกอล์ฟ

ลูกกอล์ฟ

ลูกกอล์ฟ มีทรงกลมที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางอย่างน้อย 42.67 มิลลิเมตร บนลูกกอล์ฟจะมีรอยบุ๋มประมาณ 300-500 รอย ลูกกอล์ฟที่ผลิตได้ตามมาตรฐาน จะทำให้การควบคุมทิศทางของลูกกอล์ฟทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลูกกอล์ฟมีหลายสี แต่สีที่นิยมที่สุดคือสีขาว

ไม้กอล์ฟ

ตามกติกานักกอล์ฟสามารถมีไม้ได้ไม่เกิน 14 อัน ไม้กอล์ฟแต่ละอันจะมีองศาหน้าไม้ที่ต่างกัน ที่จะส่งผลต่อเส้นโคจรของลูกกอล์ฟ โดยไม้กอล์ฟทั้ง 14 อัน จะประกอบไปด้วย

  • หัวไม้หนึ่ง ( Driver)
  • หัวไม้แฟร์เวย์ (Fairway Wood)
  • หัวไม้ไฮบริด (Hybrid)
  • ชุดเหล็ก (Iron Set)
  • เวดจ์ (Wedge)
  • พัตเตอร์ (Putter)

สนามกอล์ฟ (golf course)

สนามกอล์ฟส่วนใหญ่จะมีทั้งหมด 18 หลุม โดยในความของกีฬากอล์ฟ “หลุม” หมายถึงพื้นที่ตั้งแต่แท่นตั้งทีไปจนถึงกรีนและหลุมที่ผู้เล่นต้องตีลูกให้ลง ทั้งหมดนับเป็น 1 หลุม สนามกอล์ฟยังประกอบไปด้วยพื้นที่หลายแบบ ดังนี้

  • แท่นที-ออฟ
    จุดที่ใช้ตั้งลูกเพื่อตีในครั้งแรกของแต่ละหลุม โดยจะใช้ Tee (ที) เป็นอุปกรณ์คล้ายเข็มพลาสติกปักลงไปที่พื้นหญ้าบริเวณ แท่นที-ออฟ เพื่อวางลูกกอล์ฟลงไปบน Tee แล้วตีออกไป
  • แฟร์เวย์ หรือ รัฟ
    หลังจากตีลูกออกจากแท่นที-ออฟ ผู้เล่นจะตีลูกโดยมีเป้าหมายที่กรีน เพื่อให้ลูกใกล้หลุมมากที่สุด แต่ใน 1 หลุ่ม ระยะจะไกลกว่าการตีเพียงครั้งเดียว นักกอล์ฟจึงต้องตีให้มาหยุดอยู่ที่ๆเรียกว่า “แฟร์เวย์” (fairway) หรือว่า “รัฟ” (rough) โดยแฟร์เวย์ หญ้าจะถูกตัดสั้นและเรียบ  ส่วนรัฟหญ้าจะมีความสูงกว่าแบบแรก เล่นยากกว่าแบบแฟร์เวย์
  • กรีน (green) และ หลุม (hole)
    เมื่อนักกอล์ฟตีลูกจนมาอยู่บน “กรีน” แล้ว นักกอล์ฟจะต้องพัตต์ลูกให้ลง “หลุม” (hole หรือ cup)ด้วย พัตเตอร์ (Putter)หรือไม้พัตต์ โดยหลุมกอล์ฟจะอยู่บนกรีนเสมอ ไม่จุดใดก็จุดหนึ่งแล้วแต่การออกแบบ ตำแหน่งของหลุมสามารถเปลี่ยนได้ในแต่ละวันและแต่สนามจะกำหนด หลุมมีขนาด 108 มิลลิเมตร และลึกอย่างน้อย 100 มิลลิเมตร ปกติหลุมกอล์ฟมีธงปักในหลุมเพื่อให้นักกอล์ฟเห็นหลุมได้จากระยะไกล
  • OB (Out of Bound)
    พื้นที่นอกเขตสนาม หากตีไปในเขตโอบี เช่น การตีลูกตกน้ำ จะถือเป็นการฟาวล์ นักกอล์ฟจะได้กลับไปตีลูกใหม่จากจุดเดิม แต่การตีครั้งที่แล้วจะถูกนับเป็นด้วย

วิธีการเล่นและการนับคะแนน

สนามกอล์ฟทั้งหมด 18 สนามนั้น ใน 1 สนามจะถูกกำหนดไว้ ให้นักกอล์ฟต้องตีลงหลุมกี่ครั้ง ลงหลุมแล้วถือว่าเสมอตัวหรือ 0 คะแนน(Par) นักกอล์ฟต้องวางแผนหรือศึกษามาก่อนว่าจะเพื่อตีลูกให้ลงหลุมโดยใช้จำนวนการตีให้น้อยที่สุดในหลุมนั้นอย่างไร ยกตัวอย่าง เช่น หลุม 12 พาร์ 4 = เท่ากับการตี 4 ครั้งลงหลุมจะได้ 0 คะแนน เสมอตัว ไม่ได้ไม่เสีย หรือ เรียกอีกอย่างว่า พาร์(Par), ถ้าใช้จำนวนการตีน้อยกว่าที่สนามกำหนดไว้ 1 ครั้ง จะได้คะแนน -1 หรือ เรียกอีกอย่าง ว่า เบอร์ดี้( Birdy) ถ้าใช้จำนวนการตีมากกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง จะได้ +1 เรียกว่า โบกี้( Bogey)

สนามกอล์ฟแต่ละหลุมจะมีกำหนด “พาร์” (par) หรือ จำนวนครั้งที่ต้องตีให้ลงหลุม เช่น   หลุม 10 พาร์ 4 นักกอล์ฟที่ใช้การตี 4 ครั้งพอดีแล้วลงหลุม(นับการพัตต์ด้วย) จะได้คะแนน = 0 หรือ พาร์ สนามกอล์ฟโดยส่วนใหญ่ จะมีหลุมพาร์ 3 และพาร์ 5 อย่างละสี่หลุม หลุมพาร์ 4 อีกสิบหลุม รวมทั้ง 18 หลุม รวมจะได้เป็นเป็นพาร์ 72 แต่ก็มีการแข่งขันบางรายการที่เล่นบนสนามพาร์ 71 หรือ 70

การนับคะแนนในจำนวนการตีแบบต่างๆ

  • ใช้จำนวนการตีตามที่สนามกำหนด จะได้ พาร์ = 0 แต้ม  (Par)
  • ใช้จำนวนการตีน้อยกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง เรียกว่า เบอร์ดี้ = -1 แต้ม( Birdy)
  • ใช้จำนวนการตีมากกว่าที่สนามกำหนด 1 ครั้ง เรียกว่า โบกี้ = +1 แต้ม  ( Bogey)
  • ใช้จำนวนการตีน้อยกว่าที่สนามกำหนด 2 ครั้ง เรียกว่า อีเกิ้ล = -2 แต้ม  ( Eagle)
  • ใช้จำนวนการตีน้อยกว่าที่สนามกำหนด 3 ครั้ง เรียกว่า อัลบาทรอส = -3 แต้ม  ( Albatross)
  • ใช้จำนวนการตีมากกว่าที่สนามกำหนด 2 ครั้ง เรียกว่า ดับเบิ้ลโบกี้ = +2 แต้ม  ( Double Bogey)

เมื่อนักกอล์ฟเล่นครบทั้ง 18 หลุม จะได้คะแนนรวมทั้งหมด นักกอล์ฟที่ใช้การตีน้อยที่สุดในการตีทั้ง 18 หลุม จะเป็นผู้ชนะประจำสนามนั้น